วิธีเล่นเท็กซัสโฮลเอ็ม

Texas Hold Em poker

เท็กซัสโฮลเอ็ม (Texas Hold’em) เป็นเกมโป๊กเกอร์รูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากมายจากผู้เล่นทั่วโลก คาดว่ามีจุดกำเนิดที่ Robstown ในรัฐเท็กซัส ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20

การเล่นเกมเท็กซัสโฮลเอ็ม

ในเกมเท็กซัสโฮลเอ็ม ผู้เล่นแต่ละคนต้องแข่งขันกันเพื่อเอาชนะเงินหรือชิปที่ผู้เล่นแต่ละคนได้ลงเดิมพันไว้ตรงกลาง เรียกว่า “Pot” เพราะการ์ดที่จั่วออกมาเป็นแบบสุ่มและไม่สามารถควบคุมได้ ผู้เล่นแต่ละคนจึงต้องพยายามควบคุมจำนวนเงินใน Pot ตามไพ่ที่ตนเองได้รับมา หรือตามที่คาดเดาว่าผู้เล่นคนอื่นถือไพ่แบบไหนไว้บ้าง

เป้าหมายของเกมไม่ใช่เพื่อชนะในทุกรอบ แต่เป็นการคำนวณและตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนว่าในรอบไหนจะวางเดิมพัน (Bet) เพิ่มเงินเดิมพัน (Raise) ลงจำนวนเงินเท่ากับผู้เล่นคนก่อนหน้า (Call) หรือหมอบไพ่ทิ้ง (Fold)

เกมเท็กซัสโฮลเอ็มเป็นการเล่นแบบหลายรอบ โดยในตอนท้ายของแต่ละรอบ เงินใน Pot จะถูกมอบให้กับผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง ในบางกรณีอาจจบรอบด้วยการเปิดไพ่มาเปรียบเทียบกันว่าไพ่ของใครใหญ่ที่สุด (Showdown) และผู้ที่ถือไพ่ใหญ่ที่สุดก็จะได้เงินใน Pot ไป หรือหากเสมอกันก็แบ่งเท่า ๆ กันไป อีกกรณีหนึ่งคือการที่เหลือผู้เล่นคนเดียวที่ไม่ Fold ก็จะได้รับเงินใน Pot ไป

คำศัพท์โป๊กเกอร์

คำศัพท์ในการเล่นโป๊กเกอร์มีอยู่มากมาย แต่ที่จะพบได้บ่อยมีดังนี้

  • All-in: การวางเดิมพันหมดหน้าตัก
  • Ante: เงินเดิมพันที่ผู้เล่นต้องวางทุกครั้งก่อนเริ่มเล่นในแต่ละมือ มักนำมาใช้กับรอบท้าย ๆ ของทัวร์นาเมนต์
  • Bet: การวางเดิมพัน
  • Blind: เงินที่ผู้เล่น 2 คนทางซ้ายมือของเจ้ามือจะต้องวางก่อนแจกไพ่ แบ่งเป็น Big Blind และ Small Blind โดย Small Blind วางครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ Big Blind วาง
  • Board: ไพ่ตรงกลาง
  • Buy-in: การจ่ายเงินแรกเข้าเพื่อเล่นเกมโป๊กเกอร์ หรือค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าแข่งขันในทัวร์นาเมนต์
  • Call: การวางเดิมพันจำนวนเท่ากับผู้เล่นคนก่อนหน้า
  • Check: การไม่วางเดิมพันเพิ่ม แต่ถ้าหากมีผู้ที่วางเดิมพันเพิ่มขึ้น (Raise) ไปก่อนแล้ว ผู้เล่นจะไม่สามารถ Check ได้ ทำได้แค่ Call, Re-raise (เพิ่มการเดิมพัน) หรือ Fold (หมอบไพ่ทิ้ง)
  • Check-raise: เป็นการ Check ก่อน แล้วรอให้มีคน Raise มาแล้วจึงค่อย Re-raise
  • Community Cards: ไพ่กองกลาง
  • Flush: ไพ่ที่มีหน้าเดียวกัน 5 ใบ
  • Full House: ไพ่ที่แต้มเท่ากัน 3 ใบ กับไพ่ที่แต้มเท่ากันกันอีก 2 ใบ (เช่น 88899)
  • Fold: การหมอบไพ่ทิ้ง
  • Hand: ไพ่ในมือ 2 ใบ
  • Pair: ไพ่ 2 ใบที่มีแต้มหรือหน้าเดียวกัน
  • Pot: เงินหรือชิปกองกลางของเกม
  • Raise: การวางเงินเดิมพันสูงขึ้นกว่ารอบก่อนหน้า
  • Straight: ไพ่เรียงกัน เช่น 5 6 7 8 9

วิธีเล่นเทกซัสโฮลเอ็ม

ในตอนเริ่ม ผู้เล่น 2 คน ที่อยู่ทางซ้ายของเจ้ามือ เรียกว่าเป็น Big Blind และ Small Blind จะถูกบังคับให้ลงเงินใน Pot โดย Big Blind ต้องลงเงินมากกว่า Small Blind 2 เท่า จากนั้นผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับแจกไพ่จำนวน 2 ใบแบบคว่ำหน้าลง เรียกว่า Hold Cards ผู้เล่นจะต้องไม่ให้คนอื่นเห็นไพ่ของตน เมื่อดูไพ่แล้วผู้เล่นสามารถเลือกว่าจะ Call, Raise หรือ Fold

ในเกมเท็กซัสโฮลเอ็มที่มีลิมิต (Limit) หมายความว่ามีการกำหนดจำนวนเงินที่สามารถวางเดิมพันได้ โดยผู้เล่นจะต้องวางเดิมพันจำนวนตามที่กำหนดไว้ ส่วนในเกมที่ไม่มีลิมิต (No Limit) ผู้เล่นสามารถวางจำนวนเงินเดิมพันได้ตามที่ต้องการ

ในรอบที่ 2 ของการเดิมพัน เจ้ามือจะทำการเปิดไพ่ 3 ใบบนโต๊ะ เรียกว่า Flop ในรอบนี้ ผู้เล่นทุกคนมีไพ่จำนวน 5 ใบ คือ ไพ่ 2 ใบในมือ และไพ่กองกลางอีก 3 ใบ เมื่อเปิดไพ่แล้ว จะวางเดิมพันกันอีกครั้ง

ไพ่ Flop นี้จะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าไพ่ที่จะชนะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าหากไพ่ Flop ออกเป็นไพ่หน้าเดียวกันอย่าง โพดำ ทั้ง 3 ใบ โอกาสที่ Flush (ไพ่ที่มีหน้าเดียวกัน 5 ใบ) จะชนะมีสูง และหากไพ่ในมือหน้าไม่ตรงกับไพ่ตรงกลาง ผู้เล่นควรหมอบไพ่ทิ้ง

หลังจากรอบที่ 2 จบลง ไพ่ตรงกลางอีก 1 ใบจะถูกวางบนโต๊ะ เรียกว่า Turn (หรือ Fourth Street) ในรอบนี้ ผู้เล่นทุกคนมีไพ่ทั้งหมด 6 ใบ คือ ไพ่ในมือ 2 ใบ และไพ่กองกลางอีก 4 ใบ จากนั้นก็วางเดิมพันกันอีกครั้ง

ในรอบสุดท้าย ไพ่กองกลางจะถูกเปิดออกอีก 1 ใบ เป็นใบที่ 5 เรียกว่า River (หรือ Fifth Street) เมื่อถึงรอบนี้ ผู้เล่นทุกคนมีไพ่จำนวน 7 ใบ คือ ไพ่ในมือ 2 ใบและไพ่กองกลาง 5 ใบ ในเกมเท็กซัสโฮลเอ็ม จะนับไพ่เพียง 5 ใบเท่านั้น ผู้เล่นสามารถใช้ไพ่ 5 ใบไหนเล่นก็ได้ เช่น ใช้ไพ่ในมือ 2 ใบกับไพ่กองกลาง 3 ใบ หรือไพ่ในมือ 1 ใบกับไพ่กองกลาง 4 ใบ

ผู้ที่มีลำดับไพ่ที่ดีที่สุด หรือผู้ที่ไม่ Fold เป็นคนสุดท้าย จะเป็นผู้ชนะไป

ลำดับไพ่โป๊กเกอร์

1. Royal Flush ประกอบด้วย 10 J Q K A ที่มีหน้าเดียวกัน
2. Straight Flush ประกอบด้วยไพ่ 5 ใบที่มีแต้มเรียงกันและมีหน้าเดียวกัน
3. Four of A Kind ประกอบด้วยไพ่ที่มีแต้มเท่ากัน 4 ใบ
4. Full House ประกอบด้วยไพ่ที่แต้มเท่ากัน 3 ใบ กับไพ่ที่แต้มเท่ากันกันอีก 2 ใบ
5. Flush ประกอบด้วยไพ่ที่มีหน้าเดียวกัน 5 ใบ
6. Straight ประกอบด้วยไพ่ที่เรียงแต้มกัน 5 ใบ
7. Three of A Kind ประกอบด้วยไพ่ที่มีแต้มเท่ากัน 3 ใบ
8. Two Pairs ประกอบด้วยไพ่ที่แต้มเท่ากัน 2 ใบ กับไพ่ที่แต้มเท่ากันอีก 2 ใบ
9. Pair ประกอบด้วยไพ่ที่แต้มเท่ากัน 2 ใบ
10. High Card หากไม่มีที่กล่าวมาข้างต้น ให้ดูที่ไพ่ที่มีแต้มสูงสุด ใครมีไพ่ที่แต้มสูงสุดก็ชนะไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *